การเขียนรายงาน

การเขียนรายงาน

 

          การเขียนรายงานการศึกษาและโครงการ เป็นการสรุปการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนของการทำโครงการ รายงานโครงการควร  ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลัก ๆ คือ ปกหน้า ปกใน ใบรับรองโครงการกิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อ สารบัญ รายการอักษรย่อ เนื้อหาในการศึกษาและจัดทำโครงการบรรณานุกรม และภาคผนวก ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีองค์ประกอบย่อยลงไปอีก ซึ่งในการจัดทำรายงานโครงการของนักเรียนแต่ละคนจะมีรายละเอียดขอแต่ละส่วน ที่แตกต่างกันซึ้งอยู่กับเนื้อหาและลักษณะของแต่ละโครงการ

 

                ส่วนประกอบของรายงาน  มีดังนี้

 

-          ส่วนประกอบตอนต้น

 

1.       ปกรายงาน

-   สันปก

ให้พิมพ์ชื่อเรื่องโครงการ และปีการศึกษา โดยจัดระยะห่างให้เหมาะสมตามความยาวของสันปกให้พิมพ์เฉพาะภาษาไทย โดยไม่ต้องใส่คำนำหน้านาม (นาย นาง นางสาว ฯลฯ) และปีการศึกษา ให้พิมพ์ปีการศึกษาที่จัดส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์แก่ภาควิชา

       -  ปกหน้า  

ชื่อเรื่องโครงการภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพให้พิมพ์เฉพาะภาษาไทย) ข้อความส่วนล่างประกอบด้วยคำว่า

 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตร......

ประเภทวิชา......  สาขา.........

โรงเรียนเกริกวิทยาลัย

ปีการศึกษา ....

-          ปกใน

·       ปกในภาษาไทย  ข้อความเหมือนปกนอกทุกประการแต่เป็นภาษาไทย

·       ปกในภาษาอังกฤษ  ข้อความเหมือนปกนอกทุกประการแต่เป็นภาษาอังกฤษ (หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพไม่ต้องมีปกในภาษาอังกฤษ)

2.       ใบอนุมัติโครงการ

หากรูปเล่มรายงานโครงการของนักเรียนสมบูรณ์แล้ว ทางฝ่ายวิชาการจะมอบแบบอนุมัติโครงการ (เข้าเล่ม) ให้นักเรียนสำหรับแนบไว้ในรูปเล่มรายงานด้วย เพื่อเป็นการรับรองโครงการของนักเรียน

 

3.       บทคัดย่อ

บทคัดย่อ คือ ส่วนของรายงานที่สรุปเนื้อหาของการศึกษาและโครงการ รวมทั้งวัตถุประสงค์วิธีการผลการศึกษาและโครงการ ควรมีขนาดสั้นมีความยาวประมาณ 200-500 คำหรือไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ

·       บทคัดย่อภาษาไทย  ประกอบด้วยหัวข้อโครงการชื่อนักเรียนรหัสประจำตัวนักเรียน ชื่อประเภทวิชาชื่อสาขาวิชา ปีการศึกษา ชื่ออาจารย์ผู้ควบคุมโครงการ

·       บทคัดย่อภาษาอังกฤษ  ประกอบด้วยหัวข้อโครงการชื่อนักเรียนรหัสประจำตัวนักเรียน ชื่อประเภทวิชาชื่อสาขาวิชา ปีการศึกษา ชื่ออาจารย์ผู้ควบคุมโครงการ

หลักการเขียนบทคัดย่อ

1.       เขียนเฉพาะใจความสำคัญของเนื้อหาเพื่อแสดงให้ผู้อ่านสามารถใช้ในการตัดสินในที่จะอ่านรายละเอียดในเล่มหรือไม่

2.       เนื้อหาของบทคัดย่อสามารถใช้เป็นเอกสารอ้างอิงได้

3.       ข้อความในบทคัดย่อควรเป็นของผู้เขียนเอง

4.       ไม่ควรเขียนเนื้อหาส่วนที่ล้าสมัยหรือเป็นที่รู้โดยทั่วไปแล้ว

5.       ใช้ประโยคที่ง่ายไม่ซับซ้อนและไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย

6.       ไม่ต้องเขียนส่วนบทนำและบทสรุป

 

4.       ประกาศคุณูปการ / กิตติกรรมประกาศ

ส่วนที่ผู้จัดทำการศึกษา และโครงการกล่าวขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนในการจัดการทำการศึกษาและโครงการในครั้งนี้  ความยาวในการเขียนไม่ควรเกิน 1 หน้ากระดาษ

 

5.       สารบัญ

ส่วนที่แสดงตำแหน่งขององค์ประกอบทั้งหมดของรายงานเรียบตามสำดับเลขหน้า สารบัญแบ่งได้หลายชนิดเช่น สารบัญ(เนื้อหา) สารบัญตาราง สารบัญภาพ เป็นต้น การเขียนสารบัญควรพิจารณาดังนี้

-          หัวข้อที่นำเสนอมีได้ถึง 4 ระดับ รวมทั้งชื่อบท

-          หมายเลขบทให้ใช้ตัวเลขไทยหรือเลขอารบิค

-          ใช้อักษรแบบปกติยกเว้นตารางให้ใช้ตัวหนา

-          หมายเลขหน้าใช้อักษรโรมันหน้า “v, vi, …..”หรืออักษรไทย “ฉ, ช,......”

 

6.       สารบัญตาราง  (ถ้ามี)

เป็นรายการแสดงเลขหน้าตามลำดับของตารางต่าง ๆ รวมทั้งตารางในภาคผนวกที่มีอยู่ในรายงาน

7.       สารบัญภาพ หรือสารบัญรูป (ถ้ามี) 

                เป็นรายการแสดงเลขหน้าตามลำดับของรูปภาพ แผนที่ กราฟ ฯลฯ ทั้งหมดที่มีอยู่ในรายงาน

 

-          ส่วนเนื้อเรื่องของรายงาน 

 

ตั้งแต่เริ่มต้นทำหรือศึกษาโครงการ ค้นคว้า เก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและ

สรุปผล โดยแยกออกเป็นบทๆ ดังนี้

 

บทที่ 1  บทนำ

                ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล  วัตถุประสงค์ของโครงการ  ขอบเขตของโครงการ  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งนักเรียนสามารถนำมาจากเค้าโครงโครงการได้

 

บทที่ 2  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 

ประกอบด้วยทฤษฎี แนวคิด และข้อความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของโครงการมาเรียบเรียง โดยนักเรียนควรจะคัดกรองเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและถูกต้องเท่านั้น

 

บทที่ 3  ขั้นตอนและวิธีดำเนินการ

ประกอบด้วยการบรรยายถึงวิธีการดำเนินการจากการลงมือปฏิบัติของนักเรียน ซึ่งสามารแบ่งเป็นหัวข้อของแหล่งข้อมูล  วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล

 

บทที่ 4  ผลการดำเนินงาน  (หากมีรายละเอียดมาก อาจแยกเป็นหลายบทได้ตามความ

เหมาะสม)

                เป็นส่วนของการรายงานผลจากการศึกษาข้อมูลและปฏิบัติงาน โดยยึดวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นหลักในการนำเสนอ

 

บทที่ 5  สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 

เป็นส่วนของการนำผลการดำเนินงานมาวิเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะสำหรับการทำโครงการในอนาคตด้วย

 

-          ส่วนประกอบตอนท้าย

ประกอบด้วยบรรณานุกรม  ภาคผนวก และประวัติโดยย่อของผู้จัดทำโครงการ ดังนี้

 

1.  บรรณานุกรม หรือเอกสารอ้างอิง

-          บรรณานุกรม  คือรายชื่อ หรือเอกสารหรือสื่ออื่น ๆ ที่ได้อ้างอิงไว้ในโครงงานพิเศษเท่านั้น

-          เอกสารอ้างอิง  คือรายชื่อหนังสือ หรือเอกสาร หรือสื่ออื่น ๆ ที่ได้อ้างอิงไว้ในโครงงานพิเศษ โดยใช้ระบบลำดับหมายเลข

 

การเขียนรายการอ้างอิงให้เขียนเรียงลำดับตัวอักษรของรายชื่อผู้แต่ง ซึ่งมีวิธีการเขียนดังนี้

 

หนังสือเล่ม

แบบที่1

ผู้แต่ง.  ชื่อหนังสือ.  ครั้งที่พิมพ์. เมืองที่พิมพ์:สำนักพิมพ์,ปีที่พิมพ์.

แบบที่2

ผู้แต่ง.  ปีที่พิมพ์.  ชื่อหนังสือ.  ครั้งที่พิมพ์. เมืองที่พิมพ์:สำนักพิมพ์.

 

หากต้องขึ้นบรรทัดใหม่ให้เว้นช่องว่างจากตัวแรก 7-9 ตัวอักษร

 

ตัวอย่าง

นันทา  วิทวุฒิศักดิ์.  สารนิเทศและการศึกษาค้นคว้า. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: ดี.ดี. บุ๊คสโตร์, 2536.

หรือ

Losee, R.M. and Worley, D.A.. 1993.  Research and Evaluation for information Professionals.

             U.S.A.:Academic Press,  Inc.

 

วารสาร

ชื่อผู้เขียนบทความ. “ชื่อบทความ” ชื่อวารสาร. ปีที่, ฉบับที่ (เดือน, ปี), หน้าที่

 

ตัวอย่าง

Laddaga, R. et al.  “Dynamic Object Technology” , Communications of the ACM. 40,5 (May, 1997), 37-38.

 

หนังสือพิมพ์

-          บทความ

ชื่อผู้เขียนบทความ. “ชื่อบทความ”, ชื่อหนังสือพิมพ์. วัน เดือน ปี, หน้า.

-     ข่าว

ชื่อหนังสือพิมพ์, วัน เดือน ปี.

-          Internet

ชื่อผู้เขียนบทความ, “ชื่อบทความ” สถาบันเจ้าของบทความ, เดือน ปี <URL>

 

ตัวอย่าง

 

Berner-Lee. T. “Hypertexi Transfer Protocol (HTTP)”, CERN, November 1993. URL:hp://info.cern.ch/pub/www/doc/http-spec.txt.Z

 

หลักในการเขียนบรรณานุกรม

-          ไม่ต้องใส่คำนำหน้าชื่อผู้แต่ง

-          ชื่อผู้แต่งภาษาอังกฤษให้ใช้นามสกุลแล้วตามด้วยจุลภาคและอักษรย่อขอชื่อแรกและชื่อกลาง

-          ถ้าผู้แต่งมีมากกว่า2ท่านให้ใช้ชื่อท่านแรกแล้วตามด้วย  “อื่น ๆ” หรือ “ et al.”

-          ถ้าผู้แต่งเป็นหน่วยงานหรือสถาบันให้ใช้ชื่อหน่วยงานเป็นชื่อผู้แต่ง

 

2.  ภาคผนวก (Appendix)

             ภาคผนวก คือส่วนเพิ่มเติมท้ายรายงานที่ช่วยให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเนื้อหาวิชาการ ศึกษานี้ยิ่งขึ้น รายละเอียดของภาคผนวก เช่น ตารางแสดงข้อมูลดิบก่อนการวิเคราะห์ หรือตัวอย่างแบบสอบถามที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นต้น

 

3.        ประวัติผู้เขียน (Author Appendix)

          ให้กล่าวถึงคำนำหน้าชื่อ นาย/นาง/นางสาว/ยศ ฐานันดรศักดิ์ สมณศักดิ์ ราชทินนาม (เขียนเต็ม)ตามด้วยชื่อ วัน เดือน ปี เกิด และสถานที่เกิด วุฒิการศึกษา ปี พ.ศ. ที่สำเร็จการศึกษา สถานที่ทำงาน ประสบการณ์การทำงาน ตำแหน่งหน้าที่การงานปัจจุบัน

 

รูปแบบการพิมพ์

 

ก่อนพิมพ์โครงงานนักเรียนจะต้องศึกษาข้อกำหนดและรูปแบบการพิมพ์ ตามคู่มือเรียบเรียงโครงงานของทางโรงเรียนก่อน เพื่อให้รูปแบบการพิมพ์ได้มาตรฐานที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้และก่อนที่นักเรียนจะเข้ารูปเล่มจะต้องส่งต้นฉบับให้ทางโรงเรียนตรวจสอบก่อนเพื่อความถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

  1. กระดาษที่ใช้พิมพ์ จะต้องเป็นกระดาษสีขาวไม่มีบรรทัด ขนาด A4 (กว้าง 210 ม.ม. ยาว 297 ม.ม.) ชนิด 70 หรือ 80 แกรม และใช้เพียงหน้าเดียว

 

  1. ตัวพิมพ์

-          การพิมพ์ปกนอก ชื่อเรื่องภาษาไทยให้ใช้อักษรขนาด 20 พอยท์   (ขนาดความสูงประมาณ 3 ม.ม.)

-          ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษให้ใช้อักษรขนาด 18 พอยท์ (ขนาดความสูง ประมาณ 2.5 ม.ม.) (หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ไม่ต้องมีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ)

-          โดยใช้แบบอักษรคอร์เดีย นิว (Cordia New) หรืออังสนา นิว (Angsana New) อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดทั้งเล่ม ปกในให้ใช้ขนาดอักษรเท่ากับปกนอก

-          เนื้อหาของรายงาน ใช้ตัวอักษร คอร์เดีย นิว (Cordia New) หรืออังสนา นิว (Angsana New) อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดทั้งเล่ม ขนาดอักษร 16 พอยท์ หัวข้อใหญ่และย่อย 18 พอยท์ และ 16 พอยท์ ตามลำดับ

 

3. การทำสำเนา  ให้ใช้วิธีอัดสำเนาแบบโรเนียวหรือวิธีถ่ายสำเนา แต่อักษรและรูปภาพจะต้องมีความชัดเจนและคงทน

 

4.  การเว้นระยะการพิมพ์  การย่อหน้าให้เว้นระยะ 7 ช่วงอักษร เริ่มพิมพ์ตัวอักษรที่ 8 บรรทัดหนึ่งให้พิมพ์ให้ได้ใจความประมาณ 60 ตัวอักษร  และการขึ้นบรรทัดใหม่ ต้องเว้นบรรทัดให้ว่าง 1 บรรทัดก่อนขึ้นบรรทัดใหม่เสมอ

 

5.  การเว้นระห่างจากริมกระดาษ

-          ด้านบนให้เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว             (หรือ 25.4 ม.ม.)

-          ด้านซ้ายมือให้เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษ 1.5 นิ้ว (หรือ 38.1 ม.ม.)

-          ด้านขวามือให้เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว      (หรือ 25.4 ม.ม.)

-          ด้านล่างให้เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว           (หรือ 25.4 ม.ม.)

 

6. การลำดับเลขหน้าและการพิมพ์เลขหน้า

-          ส่วนที่หนึ่ง คือตั้งแต่บทคัดย่อถึงสารบัญ ให้ใช้ตัวอักษรโรมัน ( i, ii, iii, iv, v, vi,…..)

-          ส่วนที่สอง

-          เนื้อหา ให้ใช้ตัวเลขอารบิค 1 2 3 4 5 แสดงหน้าโดยพิมพ์ใว้ด้านขวามือ ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 0.5 นิ้ว และริมขอบกระดาษด้านนอก 1 นิ้ว

-          บทที่ (คือหน้าแรกของแต่ละบท) ไม่ต้องใส่เลขหน้าแต่ให้นับหน้า การแบ่งบท หัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย บทที่ ให้พิมพ์อยู่กลางหน้ากระดาษ ตัวเข้มขนาด 24 พอยท์ โดยใส่หมายเลขกำกับบทที่  ก่อนจะพิมพ์เนื้อความต่อไปให้เว้นไว้ 1 บรรทัดปกติ

-          หัวข้อใหญ่ คือหัวข้อที่ไม่ใช่ชื่อเรื่องประจำบทให้พิมพ์ไว้ชิดขอบด้านซ้าย และใส่เลขหมายประจำบทตามด้วยเครื่องหมายมหัพภาค(.) และตามด้วยเลขสำดับของหัวข้อ เว้น 2 ตัวอักษร แล้วตามด้วยชื่อหัวข้อใช้ตัวเข้มขนาด 18 พอยท์ และพิมพ์ เว้นระยะห่างจากบรรทัดบน ½ บรรทัด

 

วิธีกำหนดหมายเลขหัวข้อ           

การเขียนหัวข้อ กำหนดให้ใช้  เป็นตัวเลขกำกับ เช่น

1.1

 1.1.1

1.1.2

       2.1

       3.1

  ฯลฯ

และ/หรือ เป็นตัวหนังสือกำกับ  เช่น

ก.

ข.

ค. 

        หรือ  a, b, c   ตามความเหมาะสม

 

          ในแต่ละบทไม่จำเป็นต้องแบ่งหัวข้อย่อยเหมือนทุกบท โดยทั่วไปบทสรุปจะไม่มีหัวข้อย่อยเนื้อเรื่อง ใช้ตัวอักษรสีดำแบบคอร์เดีย นิว (Cordia New) หรืออังสนา นิว (Angsana New) อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดทั้งเล่ม  ขนาด16 พอยท์ (ขนาดความสูง ประมาณ 2 ม.ม.)และเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันตลอดทั้งเล่มสำหรับสัญลักษณ์หรือตัวพิมพ์ซึ่ง เครื่องพิมพ์ไม่มีให้เขียนด้วยหมึกสีดำอย่างประณีต

 

7.  การพิมพ์ตาราง

-          ให้แทรกปนไปในแต่ละบทของตัวเนื้อที่มีความสัมพันธ์ โดยให้เว้นไว้ 1 บรรทัด

-          ก่อนพิมพ์คำว่าตารางที่ ตามด้วยตัวเลข โดยใช้อักษรเข้มไว้ชิดขอบด้านซ้ายตามด้วยชื่อตาราง

-          ถ้าชื่อตารางมี ความยาวเกินกว่า 1 บรรทัด ให้พิมพ์บรรทัดบนยาวกว่าบรรทัดล่างโดยบรรทัดล่างเริ่มตรงกับ อักษรตัวแรกของชื่อตารางบรรทัดต่อไปเป็นตารางโดยไม่ต้องเว้นบรรทัด

-          ถ้าตารางมีความกว้างมากให้ย่อส่วนลง แต่ต้องอ่านได้ชัดเจนหรือจะพิมพ์ตามแนวขวางของกระดาษก็ได้ แต่ถ้าตารางมีความยาวมากจนไม่สามารถบรรจุไว้ในหน้าเดียวถึงแม้จะย่อหรือพิมพ์ตามแนวขวางแล้วก็ตาม ให้พิมพ์ตารางต่อในหน้าถัดไปไว้ชิดขอบด้านซ้าย โดยพิมพ์คำว่า (ต่อ) ไว้ด้วย

 ตัวอย่างเช่น

ตารางที่ 1 (ต่อ) เมื่อหมดตารางให้เว้น 1 บรรทัดก่อนพิมพ์ต่อไปตามปกติ

 

8.  การพิมพ์รูปภาพ  ให้เว้น 1 บรรทัดก่อนจัดวางรูปภาพกลางหน้ากระดาษและใส่คำว่า

“รูปที่”  หรือ “ภาพที่” (ให้ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดทั้งเล่ม) ตามด้วยตัวเลข โดยใช้อักษรตัวเข้ม คำบรรยายภาพไม่เกิน 1 บรรทัดก่อนพิมพ์ปกติต่อไป การเรียงหมายเลขรูปที่หรือภาพที่ให้เรียงเหมือนการเรียงตาราง

 

9.  การพิมพ์สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญรูปภาพ ให้พิมพ์คำว่า “สารบัญ” “สารบัญตาราง”

 “สารบัญรูปภาพ” ไว้กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบน 1นิ้ว ขนาดตัวอักษร 24 พอยท์ ด้วยตัวเข้มเว้น 1 บรรทัดพิมพ์คำว่า “หน้า” ชิดขวา ส่วนเลขหน้าให้พิมพ์ไว้ตรงกับแนวขอบด้านขวาและพิมพ์จุดไข่ปลาเชื่อมโยงกับเนื้อหาถัดมา 1 บรรทัดจะเป็นเนื้อหาจะเป็นเนื้อหาของสารบัญระหว่างบทต่าง ๆ บรรณานุกรม และภาคผนวก ให้เว้น 1 บรรทัดส่วนสารบัญตาราง สารบัญตาราง สารบัญรูป (หรือสารบัญภาพ) คำว่า “ตารางที่” “รูปที่” (หรือ “ภาพที่”)ให้พิมพ์ชิดขอบซ้าย บรรทัดเดียวกับคำว่า “หน้า”

 

10. การพิมพ์รายการคำย่อหรือสัญลักษณ์  การพิมพ์รายการคำย่อแยกไว้จากบทนำและพิมพ์ต่อจากรายการให้พิมพ์คำว่า “รายการคำย่อ” หรือ “รายการสัญลักษณ์” (หรือ “รายการคำย่อและสัญลักษณ์”)ไว้กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบน 1 นิ้ว ขนาดตัวอักษร 24 พอยท์ ด้วยตัวเข้ม เว้น 1 บรรทัดพิมพ์จึงเริ่มพิมพ์คำย่อหรือสัญลักษณ์ชิดด้านขวามือ คำอธิบายคำย่อหรือสัญลักษณ์นั้นให้เริ่มพิมพ์จากระยะอักษรที่ 8 หากคำอธิบายไม่หมดในบรรทัดนั้นบรรทัดต่อ ๆ ไปก็เริ่มจากระยะตัวอักษรที่ 8 เช่นเดิม

 

11.  การพิมพ์เครื่องหมายวรรคตอน

เครื่องหมายมหัพภาค ( . )          ให้พิมพ์เว้นระยะ 2 ช่วงตัวอักษร

เครื่องหมายจุลภาค      ( , )          ให้พิมพ์เว้นระยะ 1 ช่วงตัวอักษร

เครื่องหมายอัฒภาค    ( ; )         ให้พิมพ์เว้นระยะ 1 ช่วงตัวอักษร

เครื่องหมายมหัพภาคคู่ ( : )      ให้พิมพ์เว้นระยะ 1 ช่วงตัวอักษร

เครื่องหมายมหัพภาคคู่ ( “ ” ) ให้พิมพ์เว้นระยะ 1 ช่วงตัวอักษร

 

12.  การเย็บเล่ม

        -  รายงานที่ตรวจทานเรียบร้อยและได้รับการอนุมัติแล้วเข้าเล่มตามแบบที่ทางโรงเรียนกำหนด (ติดต่อฝ่ายวิชาการ) พร้อมแนบ CD ประกอบโครงงานทั้งหมด  3 ชุด